เว็บไซต์หาเงินกับ adsense case study 19

Case #5: AdSense Apple Blog: $1,400/Month

 

AdSense Report 1 เดือน

 

ประวัติ

เว็บ appletoolbox ที่เห็นนี้จัดเป็นตัวอย่างที่จะสอนเราได้ในหลายๆ เรื่อง และมันเป็นบล็อกที่มี Traffic มากระดับสูงสุด 1หมื่นกว่า Visits ต่อวัน เท่าที่บล็อกนิชที่ไม่โด่งดังแบบนี้จะทำได้ ทำให้ผมนึกถึงกลยุทธ์ที่ใช้ความอดทนที่ว่า “อัปเดทบทความวันละครั้ง ไปซักปีสองปี แล้วจะดีเอง” คุณว่าประโยคนี้จริงแท้แค่ไหน? เอาผมให้เวลาคิด….เดี๋ยวผมจะมาบอก

เว็บนี้ใช้ WordPress เหมือนกับเว็บ 99% ทั่วโลก เริ่มจากทำงานแบบหุ่นยนต์วันละ 1 ชั่วโมง อัปเดทบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเคล็ดลับการแก้ปัญหาอุปกรณ์แอปเปิ้ลต่างๆ มาแทบทุกวันเป็นเวลา 3 ปี ถ้าบวกลบคูณหารแล้ว กับจำนวนบทความ 700 บทความ เมื่อหารกับจำนวนวันทั้งหมดของอายุ 3 ปี ก็จะได้ 700 x (365 x 3) = 0.6 บทความ ซึ่งเฉลี่ยวันละครึี่งบทความนั่นเอง ถ้าเข้าไปดูวันที่เขาอัปเดทแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะโพสวันละครั้ง ถ้าขาดหายไปก็จะมีแค่วันหรือสองวันเท่านั้น บางบทความจ้างคนเขียน และวันนี้เขาเองก็ไม่อยากอัปเดทอีกแล้ว เพราะหมดมุขจะเขียนต่อ

เจ้าของบล็อกบ่นว่า..

“มันไม่ใช่เรื่อง่ายในการจะหาบทความมาเขียนได้ทุกวัน” แต่ถ้าคุณชอบในเรื่องนั้นๆ คุณจะทำได้เองด้วยใจรัก

จำนวนผู้ชม 1 เดือน

เว็บ appletoolbox นี้ ได้ผู้ชมขาจร(New visitor) ส่วนใหญ่จาก GoogleSearch วันละหมื่น ไม่มีอย่างอื่นเลย

แสดงว่ามีคีย์เวิร์ด long tail ที่ให้traffic สูงหลายคำที่ติดหน้าแรกReturn visitor น้อยมาก แปลว่าเว็บนี้มีแต่คนมาแล้วไป ไม่มีแฟนบล็อกคอยตามอ่าน เพราะบทความไม่ได้คุณภาพอะไรเลย

ความสำเร็จ

จากคำถามตอนต้นว่า จริงไหม อัปเดทบทความสม่ำเสมออย่างเดียว จะทำได้ขนาดนี้? คุณคงมีคำตอบแล้วและคำตอบของผมคือ..อะไร ก่อนอื่นมาฟังคำบอกเล่าของเจ้าของบล็อกนี้กันก่อน…

“ผมเขียนบทความเองเกือบทั้งหมด แต่เนื่องจากผมเขียนไม่เก่ง ผมจึงเชื่อว่าใครๆ ก็น่าจะทำอย่างผมได้เช่นกัน บางครั้งผมก็จ้างคนเขียนให้ แต่ก็ไม่มาก (ซึ่งถ้าคุณไม่อยากเขียนเอง หรือเขียนไม่เป็นก็คงต้องจ้างคนอื่นเอาจาก freelancer.com ต่างๆ )เพียงถ้าคุณใช้เวลาเพียงวันละ 1 ชั่วโมง (สร้าง 1 บทความ) คุณจะทำได้เดือนละ 3 พัน ถึง 5 พันเหรียญได้ หรือ ยิ่งกว่านั้นเวลาที่ผมเขียนบทความให้บล็อกนี้ ผมไม่ได้นึกถึงเรื่อง SEO เลย เพราะผมทำ SEO ไม่เป็น”

แม้แต่เจ้าของเว็บนี้ก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำอะไรถูก ถึงได้มี Traffic มากมายขนาดนี้ และสิ่งนั้นก็ไม่ใช่การแค่อัปเดทบทความ Unique Content อย่างสม่ำเสมอเป็นปีอย่างเดียว

คำตอบของผมคือ แค่อัปเดทบทความบ่อยๆ นานเป็นปี มันไม่ช่วยอะไรเลย แต่เนื้อหาที่เลือกมาโพสต่างๆ หากที่สำคัญสังเกตุได้ว่าบล็อกนี้มีเนื้อหาเป็นเรื่องเดียวกันหมดไม่เคยเขวเลย “เคล็ดลับการแก้ปัญหาอุปกรณ์แอปเปิ้ลต่างๆ” (How tofix…) ที่เป็นเนื้อหาที่มีการค้นหามาก เพราะคนที่มีปัญหาจะดั้นด้นค้นหา และตั้งใจอ่านจริงๆ ไม่เหมือนบทความรีวิวสินค้าทั่วไป เรื่องนี้ต่างหากที่เป็นส่วนผสมสำคัญ (ยิ่งกว่าการอัปเดท) ของความสำเร็จในการทำ Traffic ได้ขนาดนี้ จนมีรายได้อย่างที่เห็น (บทความแก้ปัญหาให้ชาวบ้านนี่แหละดีที่สุดสำหรับการเรียก Traffic มากๆ ไม่ว่าจะนิชไหนก็ตาม)

จำนวนผู้ชม + พฤติกรรมของผู้ชมเว็บนี้เองที่ Google ใช้ตรวจจับเพื่อรับรู้ได้ว่าเว็บเพจไหนมีประโยชน์จริงหรือไม่ ในวันนี้คุณสามารถ Rank อันดับแรกบน Google แม้คุณมีแค่โฮมเพจก็ตาม แต่โฮมเพจนั้นจะต้องเต็มไปด้วยเนื้อหา ยาวซัก 1,000 คำขึ้นไป มี H1, H2 และอธิบายในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างครบถ้วน มีคนอ้างอึงถึงโยงลิงก์มา ทำให้มีผู้ชมเข้ามาบ่อย และ Bounce Rate% ต่ำหรือ Time Spend สมเหตุสมผลเหมือนคนที่เข้ามาอ่านจริง (เว็บหน้าเดียวเนี่ยนะ?)

ไม่เชื่อล่ะสิ ไปดูตัวอย่างจากเว็บหน้าเดียวเว็บนี้ ที่ Rank อันดับ 1 คำว่า “How To Start a Blog” Search Volume33,000 exatch match ต่อเดือนกัน แล้วจะเห็นว่าข้อมูลที่ครบเพียง 1 หน้าเว็บเพจก็เอาทุกคนได้

Howtostartablog.org เว็บไซต์หน้าเดียวสู้ตาย แต่ติดอันดับแรกบน Google ด้วยคีย์เวิร์ด Search Volume สูงและคู่แข่งมาก

สังเกตุถึงการใช้ H1 หลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงการครอบคลุมเนื้อหาในหลายแง่หลายมุม และเนื้อหาที่ยาวเหยียด อ่านแล้วได้ประโยชน์ในเรื่อง “How to start a blog”

มองบทความบนเว็บไซต์หน้าเดียวนี้แล้ว ลองมองย้อนไปที่บทความแต่ละเว็บเพจของคุณดู ถ้ามันยัง Rank ไม่ได้ ถามตัวเองก่อนว่า คุณทำได้ขนาดนี้หรือยัง

ดังนั้น…จากตัวอย่างเว็บหน้าเดียวในเรื่องของเนื้อหาเว็บที่จะสร้าง Traffic ได้มาก คุณคงเห็นแล้วว่า…

Quality ต้องมาก่อน Quantity – คุณภาพต้องมาก่อนจำนวนเสมอ

แม้มีเว็บเพจหน้าเดียวก็ตาม แต่ถ้าหน้านั้นสร้างอย่างมาอย่างดี และมีเนื้อหาที่ครอบคลุม ตอบปัญหาได้ครบในไทเทิ้ลนั้นๆ ก็สามารถทำอันดับแรกได้

ที่สำคัญ นั่นคือสิ่งที่ Google คาดหวังกับเว็บสมัยนี้ ว่าทุกหน้าต้องมีประโยชน์ ถ้าคุณจะหลอก Google ว่าเว็บเพจคุณได้ประโยชน์ เพราะต้องทำหลายๆ หน้า ไม่มีเวลาทำดีๆ ก็ควรจะทำให้เว็บเพจมีส่วนประกอบที่หลากหลาย เช่น ภาพ วีดีโอและ Header ซัก 3 Header อย่างที่ให้ดูไปเมื่อครู่นี้

เจ้าของบล็อกได้บอกอีกว่า เขาไม่รู้เรื่อง SEO ซึ่ง Title Tag ของโฮมเพจจะประกอบไปด้วยคีย์เวิร์ดสั้นๆ แทนที่จะเป็นประโยคสั้นๆ ก็พิสูจน์ในข้อนี้ว่าจริง เขาทำ SEO ไม่ค่อยเก่ง แต่สิ่งที่เขาทำ และผมเชื่อว่าส่งผลดีมากๆ กับบล็อกของเขาคือการใช้ Internal anchor link แทรกไว้ตามบทความมากมายแล้วโยงจากบทความไปยังอีกบทความจากการทำมือเอง

แล้ว Internal Link ที่เห็นเกี่ยวอะไรกับการทำ Traffic ล่ะ? มันไม่เกี่ยวโดยตรงหรอกครับ แต่ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ คือ สิ่งที่จะทำให้ Google rank ในคำที่คุณต้องการได้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทำ Rank อย่างน้อยๆ คุณจะต้องมี Anchor Text แบบนี้(ลิงก์จากคีย์เวิร์ดไปยังที่อื่น) อย่างน้อย 2-3 ลิงก์ขึ้นไป ซึ่งคนส่วนใหญ่มักนึกถึงลิงก์จากภายนอก ทั้งๆ ที่ลิงก์ภายในเว็บตัวเอง ก็สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้มาก ถ้าภายในเว็บของคุณเองยังไม่ให้ความหมายของลิงก์ตัวเองก่อน แล้วจะรอให้ใครมาทำให้ล่ะครับ

นอกจากนั้น จากการวิเคราะห์ พบว่าเว็บ appletoolbox นี้ไม่ได้ฝากลิงก์ หรือทำ Social share อะไรเลย แต่จากที่ผมฟังเจ้าของเล่า ผมก็เชื่อว่า ถ้าเว็บนี้ไม่ได้เป็นเรื่อง Mass หรือ Broad อย่างการแก้ปัญหา iPhone ต่างๆ คงไม่ได้เงินเยอะขนาดนี้ เพราะไม่ใช่ว่าเว็บอื่นๆ ในตลาดอื่นจะเป็นแบบนี้เสมอไป บล็อกบางประเภท แม้อัปเดทบทความมาก แต่จำนวนTraffic กลับน้อยลงก็มี เนื่องจากอัปเดทบทความที่ไม่มีใครอยากอ่าน สิ่งที่จะช่วยได้คือหมั่นดูใน Google Analytics ให้ดีก่อนว่า บทความที่คนเข้ามาอ่านมากที่สุดมีอะไรบ้าง แล้วอัปเดทบทความตามเนื้อหานั้นๆ

จำไว้ว่าเนื้อหาที่ไม่สร้าง Traffic นานเกิน 2 เดือน คุณจะต้องเลิกเขียนไปเลย แล้วหันมาเขียนเนื้อหาที่ได้ Traffic สูงแทนที่ดูได้จาก Google Analytics Top 20 Content ภายใน 2 เดือนที่ผ่านมา เรื่องเล็กๆ ก็สามารถกลายเป็นเนื้อหามากมายได้

คลิกน้อยคลิกมากกับ CTR%

ไม่ว่าจะเป็น AdSense หรือ Affiliate หรือ Banner อะไรก็ตาม Ad ที่ให้ CTR% ต่ำ (คลิกน้อย) มีเหตุผลหลักๆ 3 เรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับ Ad สองเรื่องเนื้อหา และสุดท้ายเรื่องพฤติกรรมของคนในวงการนั้นๆ เรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้

  1. วางไม่เด่นชัด วางในตำแหน่งที่คนชินตาที่เดิมๆ ที่วางกันมาเป็นสิบปี ไม่ลองใช้สีสันให้เตะตา ไม่ A/B test
  2. เนื้อหา Ad ไม่ตรงกับเนื้อหาเว็บเพจ, On-Page SEO ห่วย, เลือก Ad Type ผิด หรือเลือกวงการผิดตั้งแต่แรก
  3. พฤติกรรมของผู้ใช้เว็บในวงการนั้นๆ ไม่ชอบคลิก Ad (เหตุผลสุดท้าย) ใช้ Traffic Estimator ใน Google AdWordsช่วยตอบคำถามนี้

เว็บ appletoolbox ทำให้ผมนึกอะไรได้ถึงการเลือกประเภท Ad ว่าจะใช้แบบ Image หรือ Text หรือ Interactive ดี คุณว่าอะไรถึงจะเหมาะล่ะ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนดีกว่า? อย่างแรกคือ ดูที่ CTR% และอย่างที่สองก่อนวาง Ad คุณดูได้จาก Ad Preview ว่า Ad ประเภทไหนมีสปอนต์เซอร์โฆษณาที่เนื้อหาตรงกับบล็อกของคุณบ้าง ให้ใช้อันนั้น

 

ประเภทและการวาง Ad เพิ่ม CTR%

การเปลี่ยนตำแหน่ง หรือเปลี่ยนประเภท Ad เล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความแตกต่างให้กับรายได้อย่างชัดเจนได้ มันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่ามันคงไม่สงผลอะไรมาก ซึ่งผิดถนัด

appletoolbox วาง Ad ได้ตามมาตราฐานใต้ไทเทิ้ล และ sidebar ด้านบนสุด เห็นชัด เห็นง่าย CTR% จึงไม่น่าเกลียดนักแต่ก็ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเว็บที่ผ่านๆ มา CTR% เนื่องจาก…

  1. ธรรมชาติของบล็อกแบบนี้ คนเข้ามาอ่านกันจริงๆ การวาง Ad ไว้ตรงกลางบทความเพิ่ม น่าจะช่วยให้ CTR% สูงกว่านี้ได้อีก
  1. มัวแต่ใช้ Ad Image อย่างเดียว ซึ่งเจ้าของบล็อกคงไม่ได้เช็คกับ Ad Preview ว่า Ad Image ในคีย์เวิร์ดที่เขาใช้นั้น ไม่ค่อยมีสปอนต์เซอร์ดีๆ ที่ตรงกับเนื้อหาบล็อกเลย ทำให้คลิกน้อย เพราะ Ad ไม่ตรงกับเนื้อหาบล็อก จากที่ผมได้ลองดูใน Ad Preview ทำให้เห็นเลยว่า น่าจะเปลี่ยนเป็น Ad Text เสียบ้าง เพราะ Ad Text ในคีย์เวิร์ดพวก iphone, appleต่างๆ มีสปอนเซอร์ตรงกับเนื้อหามากกว่านี้ และช่วยค่า CTR% ให้สูงได้กว่านี้อีกเช่นกัน

เครื่องมือแนะนำ

พอทำ adsense ได้ซักพักคุณจะรู้ว่าความเป็นไปได้ของคุณคืออะไร สิ่งที่จะทำให้ได้เงินมากขึ้นคือ Page Impressionหรือ Traffic ซึ่งคุณสามารถทำนายล่วงหน้าได้ ถ้าคุณได้ Traffic เท่านี้ กับ CTR% และ CPC ที่เป็นอยู่แล้วจะทำเงินได้เท่าไหร่ เพื่อตอบคำถามว่าจะต้องทำ Traffic ได้เท่าไหร่ ถึงจะได้เงินต่อวันตามต้องการได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือดีกว่านี้และเครื่องมือช่วยคือ AdSense Calculator จาก miniwebtool.com

ลองใช้ดูครับ พอเห็นรายได้แสดงออกมาเป็นตัวเลข มันจะเกิดกำลังใจมากขึ้น อย่าลืมว่า Visit traffic วัดจาก G. Analytics นั้นจะน้อยกว่า Page Impression อยู่ประมาณ 1/3 เช่น 700 visits = ประมาณ 1,000 imp

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *